วันอาทิตย์ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2554

    ****ลิขสิทธิ์และสิทธิบัติ****



           ลิขสิทธิ์ หมายถึง สิทธิของผู้สร้างสรรค์แต่เพียงผู้เดียวที่จะกระทำได้ (เช่นการทำซ้ำ ดัดแปลง เผยแพร่ ให้เช่า หรืออนุญาตให้ใช้สิทธิ์) เกี่ยวกับงานลิขสิทธิ์ที่ได้สร้างสรรค์ขึ้น (เช่น วรรณกรรม โปรแกรมคอมพิวเตอร์ ดนตรีกรรม ศิลปกรรม นาฎกรรม ภาพยนตร์ โสตทัศนวัสดุ สิ่งบันทึกเสียง งานแพร่เสียงแพร่ภาพ และงานอื่นใดในแผนกวรรณคดี วิทยาศาสตร์ และศิลปะ) พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 กำหนดให้สิทธิในการคุ้มครองแก่งานอันมีลิขสิทธิ์ทันทีเมื่อได้สร้างสรรค์งานขึ้นมา จึงไม่มีการจดทะเบียนคุ้มครองลิขสิทธิ์ แต่กรมทรัพย์สินทางปัญญา ได้มีบริการรับแจ้งข้อมูลลิขสิทธิ์ โดยมีวัตถุประสงค์ในการรวบรวม และสร้างฐานข้อมูลผลงานลิขสิทธิ์ เพื่อใช้เป็นแหล่งค้นคว้า และสืบหาเจ้าของผลงานได้

            ลิขสิทธิ์ หมายถึง หนังสือสำคัญที่รัฐออกให้เพื่อคุ้มครองการประดิษฐ์คิดค้น หรือการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่มีลักษณะตามที่กฎหมายกำหนด
            ลิขสิทธิ์ เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่เกิดจากความคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์ โดยแสดงออกเป็นงานประเภทต่าง ๆ คือ วรรณกรรม นาฏกรรม ศิลปกรรม ดนตรีกรรม โสตทัศนวัสดุ ภาพยนตร์ สิ่งบันทึกเสียง งานแพร่เสียงแพร่ภาพ และงานอื่นใดในแผนกวรรณคดี แผนกวิทยาศาสตร์ หรือแผนกศิลปะ งานอันมีลิขสิทธิ์จะได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายทันทีที่มี ผู้ทำหรือผู้ก่อให้เกิดงานนั้นขึ้น โดยมิต้องจดทะเบียนเพื่อขอรับความคุ้มครอง

            ลิขสิทธิ์ตามกฎหมายไทยนั้นจะได้รับความคุ้มครองทันทีโดยอัตโนมัติ จึงไม่มีระบบจดทะเบียนรับความคุ้มครองสิทธิแต่อย่างใด แต่มีระบบการแจ้งข้อมูลลิขสิทธิ์ เพื่อเป็นหลักฐานของทางราชการ และประโยชน์ในเชิงพาณิชย์เท่านั้น ดังนั้น เครื่องหมาย R เป็นสัญลักษณ์ แสดงถึงการมีลิขสิทธิ์ในผลงานที่ได้สร้างสรรค์ขึ้น

            พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ให้ความคุ้มครองแก่งานสร้างสรรค์ 9 ประเภท คือ
            1. งานวรรณกรรม (หนังสือ สิ่งเขียน สิ่งพิมพ์)
            2. งานนาฎกรรม (ท่าเต้น ท่ารำ)
            3. งานศิลปกรรม (ภาพเขียน ภาพวาด)
            4. งานดนตรีกรรม (เนื้อเพลง ทำนองเพลง)
            5. งานโสตทัศนวัสดุ (ดีวีดี วีซีดี)
            6. งานสิ่งบันทึกเสียง (เทป ซีดี)
            7. งานภาพยนตร์
            8. งานแพร่เสียงแพร่ภาพ (งานที่นำออกสู่สาธารณชนโดยทางวิทยุ โทรทัศน์)
            9. งานอื่นใดในแผนกวรรณคดี แผนกวิทยาศาสตร์ หรือแผนกศิลปะ
ซึ่งได้รับความคุ้มครองทันทีโดยไม่ต้องจดทะเบียนเพื่อขอรับความคุ้มครองสิทธิแต่อย่างใด และการคุ้มครองดังกล่าวจะคุ้มครองในประเทศที่เป็นสมาชิกของอนุสัญญากรุงเบริ์น จำนวน 160 ประเทศ และสมาชิก WTO ซึ่งมีความตกลงว่าด้วยสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาที่เกี่ยวกับการค้า จำนวน 148 ประเทศ
            สำหรับรายชื่อประเทศภาคีสามารถตรวจสอบได้ที่ www.wipo.int (รายชื่อประเทศภาคีอนุสัญญากรุงเบิร์น) และ www.wto.org (รายชื่อภาคีของความตกลงว่าด้วยสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาที่เกี่ยวกับการค้า TRIPS) ในการนำผลงานอันมีลิขสิทธิ์ของผู้อื่นออกเผยแพร่ ควรเคารพสิทธิของเจ้าของลิขสิทธิ์ด้วยการขออนุญาตก่อนทุกครั้ง ซึ่งถ้าหากประเทศมีการละเมิดลิขสิทธิ์ในอัตราที่สูงก็อาจจะมีผลกระทบต่อการลงทุนของต่างชาติด้วย

ส่วนงานที่ถือว่าไม่เป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ ได้แก่
            1. ข่าวประจำวัน และข้อเท็จจริงต่าง ๆ ที่มีลักษณะเป็นเพียงข่าวสาร อันมิใช่งานในแผนกวรรณคดี แผนกวิทยาศาสตร์ หรือแผนกศิลปะ
            2. รัฐธรรมนูญและกฎหมาย
            3. ระเบียบ ข้อบังคับ ประกาศ คำสั่ง คำชี้แจง และหนังสือตอบโต้ของกระทบวง ทบวง กรม หรือหน่วยงานอื่นใดของรัฐ หรือของท้องถิ่น
            4. คำพิพากษา คำสั่ง คำวินิจฉัย และรายงานของทางราชการ
            5. คำแปลและการรวบรวมสิ่งต่าง ๆ ตามข้อ 1-4 ที่กระทรวง ทบวง กรม หรือ หน่วยงาน อื่นใดของรัฐ หรือของท้องถิ่นจัดทำขึ้น


            สิทธิบัตร หมายถึง สิทธิพิเศษที่กฎหมายบัญญัติให้เจ้าของสิทธิบัตรมีสิทธิเด็ดขาดหรือสิทธิแต่เพียงผู้เดียว ในการแสวงหาผลประโยชน์จากการประดิษฐ์ หรือการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่ได้รับสิทธิบัตรนั้น เช่น การผลิตและจำหน่าย เป็นต้น และสิทธิที่ว่านี้จะมีอยู่เพียงช่วงระยะเวลาที่จำกัดช่วงหนึ่งเท่านั้น สิทธิบัตรจะแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ
            1. สิทธิบัตรการประดิษฐ์ หมายถึง ความคิดสร้างสรรค์เกี่ยวกับลัษณะองค์ประกอบโครงสร้าง หรือกลไกของผลิตภัณฑ์ รวมทั้งกรรมวิธีในการผลิต การรักษษา หรือการปรับปรุงคุณภาพของผลิตภัณฑ์ให้ดีขึ้น หรือทำให้เกิดผลิตภัณฑ์ขึ้นใหม่ที่แตกต่างไปจากเดิม
            2. สิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ หมายถึง ความคิดสร้างสรรค์เกี่ยวกับรูปร่าง ลักษณะภายนอกของผลิตภัณฑ์ที่แตกต่างไปจากเดิม

ความแตกต่างของลิขสิทธิ์กับสิทธิบัตร ดังนี้
            1. ลิขสิทธิ์ เป็นสิทธิที่เกิดขึ้นทันทีที่มีการสร้างสรรค์ผลงาน และมิต้องจดทะเบียน ไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมแต่อย่างใด อายุการคุ้มครองลิขสิทธิ์มีอยู่ตลอดอายุของผู้สร้างสรรค์และมีอยู่ต่อไปอีกเป็นเวลา 50 ปี นับแต่ผู้สร้างสรรค์ถึงแก่ความตาย ซึ่งเมื่ออายุควมคุ้มครองลิขสิทธิ์สิ้นสุดลง งานลิขสิทธิ์จะตกเป็นสาธารณะ ผู้ใดนำมาทำซ้ำจึงไม่เป็นการละเมิดลิขสิทธิ์
            2. สิทธิบัตร จะแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ สิทธิบัตรการประดิษฐ์ และสิทธิบัตรการออกแบบ ทั้งสองประเภทจะต้องเป็นผลงานที่คิดขึ้นมาใหม่ ยังไม่เคยมีและเผยแพร่ที่ไหนมาก่อนทั้งในประเทศ และต่างประเทศจะต้องมีการจดทะเบียน และเสียค่าธรรมเนียม ตวมถึงกำหนดอายุในการคุ้มครอง ถ้าเป็นสิทธิบัตรการประดิษฐ์มีอายุการคุ้มครอง 20 ปี นับแต่วันขอรับสิทธิบัตร ส่วนสิทธิบัตรการออกแบบมีอายุการคุ้มครอง 10 ปี นับแต่วันขอรับสิทธิบัตร เมื่ออายุการคุ้มครองสิ้นสุดลงแล้ว ผลงานก็ตกเป็นสาธารณชน ผู้ใดจะนำไปทำซ้ำได้โดยไม่มีความผิด

            การได้มาซึ่งลิขสิทธิ์ ตามมาตรา 8 แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 กำหนดไว้เป็น 2 กรณี คือ
            ข้อ 1. กรณีที่ยังไม่มีการโฆษณาผลงานสร้างสรรค์ ผู้สร้างสรรค์ต้องมีคุณสมบัติดังนี้ (มาตรา 8(1) )
                        - ผู้มีสัญชาติไทย / สัญชาติประเทศภาคีซึ่งไทยเป็นภาคีอยู่ด้วย
                        - ผู้ที่อยู่ในราชอาณาจักร / ในประเทศไทยภาคีซึ่งไทยเป็นภาคีอยู่ด้วย ตลอดระยะเวลา / เป็นส่วนใหญ่ในการสร้างสรรค์งาน
            ข้อ 2. กรณีที่ได้มีการโฆษณาผลงานสร้างสรรค์แล้ว ผู้สร้างสรรค์จะได้รับความคุ้มครองลิขสิทธิ์ ดังนี้ (มาตรา 8(2) )
                        - ได้มีการโฆษณาครั้งแรกในประเทศไทย หรือประเทศภาคีฯ ซึ่งประเทศไทยเป็นภาคีอยู่ด้วย
                        - การณีที่ได้มีการโฆษณาครั้งแรกในประเทศอื่น ๆ ที่ไม่เป็นภาคีแห่งอนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองลิขสิทธิ์ แต่ได้โฆษณางานดังกล่าวในประเทศไทย / ประเทศภาคีฯ ภายใน 30 วัน นับแต่ได้มีการโฆษณาครั้งแรก
                        - ผู้สร้างสรรค์เป็นผู้มีลักษณะตามที่กำหนดไว้ในข้อ 1 ในขณะที่มีการโฆษณาครั้งแรก
                        - ผู้สร้างสรรค์ต้องเป็นนิติบุคคลที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย





วันพฤหัสบดีที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2554

 *_* จรรยาบรรณของนักคอมพิวเตอร์ *_*
จรรยาบรรณต่อตนเอง

๑. ยึดมั่นในความซื่อสัตย์สุจริต ปฏิบัติหน้าที่และดำรงชีวิตเหมาะสมตามหลักธรรมาภิบาล
                ๑.๑ ประกอบวิชาชีพนักคอมพิวเตอร์ด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต มีความยุติธรรม ใฝ่หาความรู้ใหม่ๆอยู่เสมอ เป็นการพัฒนาตน และงานที่รับผิดชอบ อันจะเป็นการเพิ่มศักยภาพให้ตนเองและหน่วยงานที่สังกัด
                ๑.๒ ผู้ประกอบวิชาชีพคอมพิวเตอร์จะมีความวิริยะอุตสาหะในการปฏิบัติงานเพื่อให้บรรลุความสำเร็จของงานสูงสุด
จรรยาบรรณต่อผู้ร่วมงาน
๒. ตั้งมั่นอยู่ในความถูกต้อง มีเหตุผล และรู้รักสามัคคี
                ๒.๑ ไม่คัดลอกผลงานของผู้อื่นมาเป็นของตน เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิเดิมอย่างเป็นลายลักษณ์อักษร
                ๒.๒ ให้ความยกย่องและนับถือผู้ร่วมงานและผู้ร่วมอาชีพทุกระดับที่มีความรู้ความสามารถและความประพฤติดี
                ๒.๓ รักษาและแสวงหามิตรภาพระหว่างผู้ร่วมงานและผู้ร่วมอาชีพ
จรรยาบรรณต่อวิชาชีพ
๓. ไม่ประพฤติหรือกระทำการใดๆอันเป็นเหตุให้เสื่อมเสียเกียรติศักดิ์ในวิชาชีพแห่งตน
                ๓.๑ ใช้ความรู้ความสามารถในทางสร้างสรรค์ ไม่ใช้ในทางทำลายหรือกลั่นแกล้งให้ผู้อื่นได้รับความเสียหาย
                ๓.๒ ไม่แอบอ้าง อวดอ้าง ดูหมิ่นต่อบุคคลอื่นๆหรือกลุ่มวิชาชีพอื่น
                ๓.๓ ให้ความร่วมมือในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อส่งเสริมเกียรติคุณของวิชาชีพ ผู้ร่วมอาชีพและเพื่อพัฒนาวิชาชีพ
จรรยาบรรณต่อสังคม
๔. ปฏิบัติหน้าที่ ปฏิบัติตน ในวิชาชีพนักคอมพิวเตอร์ที่ดี เป็นแบบอย่างที่ดีของสังคม
                ๔.๑ ไม่เรียกรับหรือยอมรับทรัพย์สินหรือผลประโยชน์อย่างใดอย่างหนึ่งสำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบด้วยกฎ ระเบียบ และหลักคุณธรรม จริยธรรม
                ๔.๒ ไม่ใช้อำนวยหน้าที่โดยไม่ชอบธรรมในการเอื้อให้ตนเองหรือผู้อื่นได้รับประโยชน์หรือเสียประโยชน์
                ๔.๓ ไม่ใช้ความรู้ความสามารถไปในทางล่อลวง หลอกลวง จนเป็นเหตุให้เกิดผลเสียต่อผู้อื่น
จรรยาบรรณต่อผู้รับบริการ
๕. เคารพในสิทธิเสรีภาพ และความเสมอภาคของผู้อื่น ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความโปร่งใส เป็นธรรม
                ๕.๑ รับฟังความคิดเห็นแลกเปลี่ยนประสบการณ์ระหว่างบุคคล เครือข่าย และองค์กรที่เกี่ยวข้อง
               ๕.๒ เปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมและสามารถตรวจสอบการปฏิบัติงานได้









----- อาชญากรคอมพิวเตอร์ ----



ผู้กระทำผิดกฎหมายโดยใช้เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์เป็นส่วนสำคัญ มีการจำแนกไว้ดังนี้


    1.Novice เป็นพวกเด็กหัดใหม่(newbies)ที่เพิ่งเริ่มหัดใช้คอมพิวเตอร์มาได้ไม่นาน หรืออาจหมายถึงพวกที่เพิ่งได้รับความไว้วางใจให้เข้าสู่ระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์
    2.Darnged person คือ พวกจิตวิปริต ผิดปกติ มีลักษณะเป็นพวกชอบความรุนแรง และอันตราย มักเป็นพวกที่ชอบทำลายทุกสิ่งที่ขวางหน้าไม่ว่าจะเป็นบุคคล สิ่งของ หรือสภาพแวดล้อม
    3.Organized Crime พวกนี้เป็นกลุ่มอาชญากรที่ร่วมมือกันทำผิดในลักษณะขององค์กรใหญ่ๆ ที่มีระบบ พวกเขาจะใช้คอมพิวเตอร์ที่ต่างกัน โดยส่วนหนึ่งอาจใช้เป็นเครื่องหาข่าวสาร เหมือนองค์กรธุรกิจทั่วไป อีกส่วนหนึ่งก็จะใช้เทคโนโลยีเพื่อเป็นตัวประกอบสำคัญในการก่ออาชญากรรม หรือใช้เทคโนโลยีกลบเกลื่อนร่องร่อย ให้รอดพ้นจากเจ้าหน้าที่
    4.Career Criminal พวกอาชญากรมืออาชีพ เป็นกลุ่มอาชญากรคอมพิวเตอร์ที่มีอยู่มาก กลุ่มนี้น่าเป็นห่วงมากที่สุด เนื่องจากนับวันจะทวีจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ โดยจับผิดแล้วจับผิดเล่า บ่อยครั้ง
    5. Com Artist คือพวกหัวพัฒนา เป็นพวกที่ชอบความก้าวหน้าทางคอมพิวเตอร์ เพื่อให้ได้มาซึ่งผลประโยชน์ส่วนตน อาชญากรประเภทนี้จะใช้ความก้าวหน้า เกี่ยวกับระบบคอมพิวเตอร์ และความรู้ของตนเพื่อหาเงินมิชอบทางกฎหมาย
    6.Dreamer พวกบ้าลัทธิ เป็นพวกที่คอยทำผิดเนื่องจากมีความเชื่อถือสิ่งหนึ่งสิ่งใดอย่างรุ่นแรง
    7.Cracker หมายถึง ผู้ที่มีความรู้และทักษะทางคอมพิวเตอร์เป็นอย่างดี จนสามารถลักลอบเข้าสู่ระบบได้ โดยมีวัตถุประสงค์เข้าไปหาผลประโยชน์อย่างใดอย่างหนึ่ง มักเข้าไปทำลายหรือลบไฟล์ หรือทำให้คอมพิวเตอร์ใช้การไม่ได้ รวมถึงทำลายระบบปฏิบัติการ


วันอาทิตย์ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

อาชญากรรมคอมพิวเตอร์
อาชญากรรมคอมพิวเตอร์ คือ การกระทำใดๆ เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ทำให้ผู้อื่นเสียหาย
กระบวนการทำผิด
1. ทำให้คอมฯ ทำงานผิดพลาด
2. การใช้คอมฯ ในการกระทำผิด
3. การใช้คอมฯ หาผลประโยชน์
อาชญากรทางคอมพิวเตอร์
1. พวกมือใหม่ กางเกงขาสั้น
2. นักเจาะข้อมูล (Hacker)
3. อาชญากรในรูปแบบเดิม ใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือ
4. อาชญากรมืออาชีพ
5. พวกหัวรุนแรงคลั่งลัทธิ
ปัญหาอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์
1. การเปลี่ยนแปลง ตัดต่อ ทำลายข้อมูล : เวลาทำงาน, บัญชี
2. การเจาะระบบ (Hacking) ระเบิดโทมาฮอค  -141 Hackers สาธารณูปโภค
   -War Game สงครามปรมาณู
3. ไวรัสคอมพิวเตอร์ -Yahoo “Logic Bomb/ Warm” Ex. Worm : Stone, Undicd 
4. การโจรกรรมข้อมูล
-ทางทหาร, การค้า, ความลับ
5. การหลอกเครื่องคอมฯ
-วายร้าย A.T.M.
6. การค้าขายหลอกลวงโฆษณาเกินจริง
7. การละเมิดสิทธิส่วนบุคคล ลามก, อนาจาร
-ภาพถ่ายผู้หญิงเข้าห้องน้ำ
-ละเมิดเด็ก
-เชื่อมเวบไซด์ sex + สันตะปาปา
8. การค้าประเวณี
-นัดหมายทาง E – mail
9. การเล่นการพนัน
10. การฟอกเงินผ่านอินเตอร์เน็ต
11. การบงการประกอบอาชญากรรม
12. การปลุกระดมผ่านอินเตอร์เน็ต
-การล้มล้างรัฐบาล
13. การหมิ่นประมาท
14. การฆ่าคนผ่านอินเตอร์เน็ต*
15. ปัญหา Y2K
-ธนาคาร, สถาบันการเงิน
-โรงพยาบาล เครื่องช่วยหายใจ, ฉีดยาอัตโนมัติ
-ภาษี, บัตรประชาชน
-โทรศัพท์
-หอบังคับการบิน
-การป้องกันประเทศ
-แต่ปัญหาสำคัญที่เกิดจาก Y2K คือ ปัญหาโปรแกรมมั่ว
16. การรบกวนการทำงานคอมฯ ทั้งระบบ
-ส่ง E-mail 8,000 ฉบับ
-โรงพยาบาลกรุง Stock home

ปัญหาอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์
1. การป้องกันเสียค่าใช้จ่ายสูง
-ร่วมมือแจ้ง E-mail
2. พิสูจน์กระทำผิด (Internet)
เช่น -ทำผิดที่ อเมริกาแต่ผลเกิดที่ไทย ปัญหาคือ การพิสูจน์การกระทำผิด
3. รับฟังพยานหลักฐาน
4. การบังคับใช้กฎหมาย : ข้ามชาติ
5. การขาดกฎหมายที่เหมาะสม
-อะไรคือทรัพย์ ?
-ใครคือผู้ปกป้อง
-ดำเนินการกับใคร
6. ความไม่รู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีใหม่ๆ ของเจ้าหน้าที่
7. การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีสมัยใหม่